ด้านสิ่งแวดล้อม

/
ด้านสิ่งแวดล้อม

การจัดการความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อม

ผลการดำเนินงานด้าน ESG – มิติสิ่งแวดล้อม

นโยบายการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Governance) 

บริษัทฯ มีการวางรากฐานการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอย่างชัดเจน โดยคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัตินโยบายสิ่งแวดล้อมที่บังคับใช้ทั่วทั้งองค์กร และแต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะด้าน เช่น คณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน และคณะทำงานบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน เพื่อขับเคลื่อนและควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมายและเป้าหมายที่วางไว้ นโยบายดังกล่าวครอบคลุมประเด็นสำคัญ ตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบระบบประปา และระบบทำความเย็น ไปจนถึงกระบวนการทบทวน และปรับปรุงแนวปฏิบัติอย่างน้อยปีละครั้ง นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลสู่สาธารณะผ่านรายงานความยั่งยืน โดยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงานที่มีนัยสำคัญในปี 2567 และ 2568 ที่ได้ผ่านการทวนสอบจากหน่วยงานอิสระภายนอก ได้แก่ บริษัท บีเอสไอ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ทูฟนอร์ด (ประเทศไทย) จำกัด ตามลำดับ พร้อมทั้งมีการรายงานผลโดยตรงต่อผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการบริษัท

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป้าหมาย Net Zero (Climate Change)

บริษัทฯ ได้แสดงความมุ่งมั่นในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) โดยใช้ปี พ.ศ. 2567 เป็นปีฐาน ซึ่งตั้งเป้าหมายระยะยาวในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 90.0 ครอบคลุมทั้งขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 และตั้งเป้าลดค่าความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อรายได้ (Carbon Intensity) ลงถึงร้อยละ 99.5 ส่วนเป้าหมายระยะสั้นในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) บริษัทฯ มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกขอบเขตร้อยละ 12.0 สำหรับผลการดำเนินงานในปี 2568 พบว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนที่องค์กรควบคุมได้โดยตรงและทางอ้อมจากการใช้พลังงานมีการพัฒนาดีขึ้น โดยขอบเขตที่ 1 ลดลงร้อยละ 8.47 อยู่ที่ 508 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และขอบเขตที่ 2 ลดลงร้อยละ 14.88 อยู่ที่ 549 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ส่งผลให้ค่า Carbon Intensity ของขอบเขตที่ 1 และ 2 ลดลงอย่างชัดเจนจาก 0.64 มาอยู่ที่ 0.42 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อล้านบาท ซึ่งเป็นผลสำเร็จจากการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (PV Solar System) ขนาด 90.09 กิโลวัตต์พีค รวมถึงการเริ่มนำแนวคิดยานพาหนะไฟฟ้า (EV) มาใช้ทดแทนรถยนต์สันดาปภายใน

การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทฯ มีการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สอดคล้องกับมาตรฐานระดับสากลอย่าง TCFD และ IFRS S2 อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีโครงสร้างการกำกับดูแลที่เข้มแข็งผ่านการแบ่งหน้าที่ชัดเจนระหว่างคณะอนุกรรมการเฉพาะทางและการเชื่อมโยง Climate KPIs เข้ากับค่าตอบแทนผู้บริหารเพื่อสร้างผลสัมฤทธิ์ ในด้านกลยุทธ์ องค์กรได้วิเคราะห์ฉากทัศน์ภูมิอากาศทั้งความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน และความเสี่ยงทางกายภาพ ซึ่งนำไปสู่การสร้างโอกาสทางธุรกิจผ่านบริการวิศวกรรมสีเขียวที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน นอกจากนี้ยังมีการบูรณาการความเสี่ยงด้านภูมิอากาศเข้ากับกรอบ ERM และการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุก ทั้งยังแสดงความโปร่งใสผ่านการรายงานก๊าซเรือนกระจกครบทั้ง 3 ขอบเขต และประกาศเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนในระยะสั้น กลาง และยาว เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ตามแนวปฏิบัติที่ดีในการขับเคลื่อนองค์กรสู่สังคมคาร์บอนต่ำตามเกณฑ์ของ FTSE Russell

การจัดการพลังงานและทรัพยากรน้ำ (Energy and Water Efficiency)

ในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการจัดการพลังงานไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยในปี 2568 มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าไฟฟ้ารวมพลังงานหมุนเวียนจำนวน 1,269,728 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งปริมาณการใช้ไฟฟ้าเฉพาะส่วนลดลงร้อยละ 3.72 เมื่อเทียบกับปีฐาน (2566) และลดลงร้อยละ 10.54 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่อัตราการใช้ไฟฟ้าต่อรายได้รวมลดลงถึงร้อยละ 35.79 อยู่ที่ 455.7 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อล้านบาท บรรลุเป้าหมายปี 2568 และเป้าหมายระยะสั้นปี 2569 ที่ตั้งไว้ร้อยละ 1.5 ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการติดตั้งนวัตกรรมระบบ Smart Chiller ในระบบทำความเย็นของอาคารทีมมาตั้งแต่ปี 2564 ควบคู่กับการรณรงค์ปิดไฟช่วงพักกลางวัน อย่างไรก็ตาม ในด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ แม้ว่าอัตราการใช้น้ำต่อรายได้รวมจะลดลงร้อยละ 26.72 อยู่ที่ 8.6 ลูกบาศก์เมตรต่อล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพการใช้น้ำที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการเติบโตของธุรกิจ แต่ในแง่ของปริมาณการใช้น้ำรวมกลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.88 จากปีฐาน มาอยู่ที่ 21,717 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังไม่บรรลุเป้าหมายการลดปริมาณใช้น้ำรวมที่ตั้งไว้ร้อยละ 1.5 โดยบริษัทฯ ได้พยายามบรรเทาผลกระทบผ่านกลยุทธ์การบริหารจัดการน้ำเสียด้วยระบบบำบัดทางชีววิทยาชนิด Fixed Film Aeration System ขนาด 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน และการดำเนินโครงการนวัตกรรมบำบัดน้ำเสียและนำกลับมาใช้ใหม่ (Water Recycling) ในพื้นที่ภายนอกร่วมกับพันธมิตร

ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ (Water Security)

บริษัทให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการกักเก็บน้ำ บรรเทาอุทกภัย และสนับสนุนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม และภาคอุตสาหกรรม โดยดำเนินงานควบคู่กับการอนุรักษ์ระบบนิเวศผ่านการควบคุมคุณภาพน้ำและการจัดการตะกอน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 6 ขององค์การสหประชาชาติ ทั้งนี้ บริษัทได้บูรณาการแนวทางดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการดำเนินงานด้วยการกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานหลักที่ชัดเจนเพื่อติดตามความสำเร็จในด้านปริมาณน้ำผ่านจำนวนโครงการและพื้นที่เกษตรที่ได้รับประโยชน์ ด้านคุณภาพน้ำผ่านการนำระบบจัดการและมาตรการป้องกันผลกระทบมาใช้จริง และด้านการบริหารจัดการผ่านร้อยละของโครงการที่ผ่านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการตอบสนองต่อเป้าหมายความร่วมมือด้านน้ำอย่างยั่งยืน

การจัดการของเสีย มลพิษ และห่วงโซ่อุปทาน (Waste, Pollution & Supply Chain)  

การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทฯ ในปี 2568 สะท้อนถึงความสำเร็จที่โดดเด่นในการลดปริมาณขยะองค์กรลงร้อยละ 71.02 จากปีฐาน ซึ่งบรรลุเป้าหมายระยะยาวปี 2573 แล้ว ด้วยการขับเคลื่อนนโยบาย Paperless และการจัดการขยะอินทรีย์ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ กำลังเผชิญความท้าทายสำคัญในมิติห่วงโซ่อุปทานตามเกณฑ์ FTSE Russell เนื่องจากความต้องการใช้ทรัพยากรกระดาษที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.63 ตามการขยายตัวของโครงการ ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 114.37 ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมและค่า Carbon Intensity เพิ่มขึ้น สวนทางกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักร้อยละ 97 กระจุกตัวอยู่ใน 5 อันดับแรก ซึ่งร้อยละ 75 มาจากกิจกรรมในขอบเขตที่ 3 ได้แก่ การจ้างที่ปรึกษาและผู้รับจ้างช่วง การจัดซื้ออุปกรณ์ และการใช้เครื่องจักรหรือโดรน ด้วยเหตุนี้ บริษัทฯ จึงกำหนดให้การยกระดับนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (Green Procurement) และการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้าในห่วงโซ่คุณค่าเป็นกลยุทธ์สำคัญสูงสุดในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมาย Net Zero ต่อไป

การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)  

บริษัทบูรณาการการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่กลยุทธ์ ESG โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมประเมินผลกระทบทางนิเวศวิทยาผ่าน EIA/EHIA อย่างเข้มงวด ทั้งนี้บริษัทบรรลุเป้าหมายปี 2568 ด้วยการกำหนดพื้นที่สีเขียวในทุกโครงการ EIA ไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของพื้นที่ทั้งหมด พร้อมดำเนินกิจกรรมเชิงประจักษ์ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าไม้และชายฝั่งผ่านโครงการปลูกป่าร่วมกับพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังนำแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมไปใช้กับลูกค้า เช่น โครงการโรงไฟฟ้าคันไซ ที่จัดสรรพื้นที่สีเขียวร้อยละ 6.13 พร้อมมาตรการดูแลรักษาต้นไม้ทดแทนและระบบรดน้ำอัตโนมัติ เพื่อสร้างความยั่งยืนทางชีวภาพในระยะยาวให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

บริษัทบริหารจัดการความเสี่ยงตามเกณฑ์ FTSE Russell เพื่อสนับสนุน SDG 15 โดยกำหนดมาตรการเฉพาะใน 3 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้

  1. อ่างเก็บน้ำ: สร้างทางผ่านปลาและปรับแบบเพื่อลดการสูญเสียพื้นที่ป่าและผลกระทบต่อสัตว์น้ำ
  2. ทางหลวง: ออกแบบทางลอด/สะพานเชื่อมและติดตั้งรั้วป้องกัน เพื่อลดการแตกแยกของผืนป่าและอุบัติเหตุสัตว์ป่า
  3. นิคมอุตสาหกรรม: จัดทำแนวกันชนไม่น้อยกว่า 5% และระบบบำบัดน้ำเสียประสิทธิภาพสูงเพื่อป้องกันมลพิษ ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทปฏิบัติตามกฎหมายเคร่งครัดและไม่มีกรณีพิพาทด้านสิ่งแวดล้อมใดๆ

การจัดซื้อวัตถุดิบอย่างรับผิดชอบ (Responsible Raw Material Procurement)  

บริษัทดำเนินกลยุทธ์ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวแบบครบวงจรในธุรกิจ EPC โดยบูรณาการความยั่งยืนสอดคล้องกับ UN SDGs และเกณฑ์ FTSE Russell ผ่านการกำหนดมาตรฐานการจัดซื้อจัดจ้างที่เข้มงวดและการคัดเลือกคู่ค้าด้วยเกณฑ์สิ่งแวดล้อมเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านวัตถุดิบอย่างเป็นระบบ ทั้งยังนำเทคโนโลยี BIM มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากรและลดของเสียก่อสร้างตามหลัก 3Rs ได้สำเร็จถึงร้อยละ 25 ในปี 2568 นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการยกระดับความโปร่งใสผ่านการจัดเก็บข้อมูลก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กรและโครงการ โดยร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างมาตรการจัดการสภาพภูมิอากาศที่เป็นรูปธรรม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน